Daisy 27 ((NC - 17))

posted on 20 Aug 2007 17:31 by michan  in Daisy-Nc


เข็มนาฬิกาตีบอกเวลาหกโมงตรง ตุ้มเหล็กทรงกลมสีทองประกายในนาฬิกาไม้มะค่าเรือนใหญ่แกว่งไกวไปมาอยู่หลังกระจกใส ส่งเสียงกังวาลเสนาะหูที่ทำให้สามหนุ่มในห้องหันมามองหน้าปัดสีขาวไข่มุกของมันเป็นตาเดียว พร้อมกับโคมไฟสีเหลืองนวลที่เปิดตัวเองขึ้นโดยอัติโนมัติตามเวลาที่กำหนดไว้ แท่งบุหรี่มวนสุดท้ายจบปลายที่ไหม้สีแดงลงบนจานแก้วสี่เหลี่ยมขนาดเท่าฝ่ามือ เรียวปากได้รูปเผยอพ่นควันสีเทาจางๆออกไปอย่างอ้อยอิ่ง

มิกกี้หงายนาฬิกาข้อมือเรือนหรูขึ้นดูเล่นอย่างไม่มีอะไรทำ พลางหันไปมองเจ้านายที่เหยียดขาพาดอยู่บนโต๊ะทำงาน แผ่นหลังเอนเอกเขนกไปกับพนักพิงเก้าอี้ ในขณะที่มือยังคงบดขยี้ปลายบุหรี่ใส่กับจานแก้วไปมา ดวงตาสีน้ำตาลแก่ดูครุ่นคิดจนเขาไม่กล้าพูดอะไรเพราะกลัวขัดจังหวะ ก่อนที่บอดี้การ์ดหนุ่มจะหันไปมองเพื่อนร่วมงานข้างตัว ชางมินกำลังให้ความสนใจอยู่กับจอพลาสม่าตรงหน้า รายการถ่ายทอดสดฟุตบอลคู่ดังกำลังแข่งขันกันอย่างดุเดือด



"บอสไม่ดูฟุตบอลหรอครับ?" และในที่สุดเขาก็ถามออกไป



"..." ยุนโฮส่ายหน้าให้แทนคำพูด มิกกี้ขมวดคิ้วก่อนจะหันไปหาหน้าจอทีวี สบสายตาโดยบังเอิญกับชางมิน สีหน้าของคนทั้งสองนั้นไม่ต่างกันเท่าใดนัก ดวงตาฉายแววฉงนกับคำตอบของของบอสหนุ่มจนไม่เป็นอันดูฟุตบอลต่อ ต่างคนต่างคิดต่อยอดกันเองอยู่ในใจ เสียงอื้ออึงของกองเชียร์ทั้งสองทีมดูเหมือนจะเป็นแค่ฉากหลังบางเบาในห้วงความคิดของสองลูกน้อง



ปกติบอสของเขาออกจะชอบดูฟุตบอล ยิ่งเป็นรอบแข่งที่มีทีมดังๆลงฉะกันแล้วยิ่งไม่ต้องพูด ถึงขั้นเคยอดหลับอดนอนนั่งดูจนดึกดื่นมาแล้ว แต่มาคราวนี้กลับนิ่งเฉยเหมือนคนมีอะไรอยู่ในใจ นั่งคิดเงียบๆอยู่คนเดียวตั้งแต่กลับมาจากลงไปดูแขกเมื่อตอนบ่าย จนมาถึงหกโมงเย็นเวลาที่มักจะลงไปตรวจบ่อนอีกรอบก็ยังไม่ยอมลุกจากเก้าอี้เลย ไม่รู้ว่าคิดอะไรอยู่ หรือกำลังคิดถึงใครอยู่



เสียงเลื่อนครืดของขาเก้าอี้ดังขึ้นหลังจากไม่ได้ยินมานาน สองหนุ่มหน้าทีวีหันควับไปมองนายใหญ่ในทันที ดวงตาจับจ้องตั้งแต่วินาทีที่หยัดตัวขึ้นยืนจนถึงตอนที่ร่างสูงก้าวขาออกมาจากหลังโต๊ะแล้วเดินเอื่อยเชื่อยไปที่ประตู



"บอสไปดูบ่อนหรอครับ
?" มิกกี้รีบโดดข้ามพนักโซฟาแล้วสาวเท้าเดินไปหาเจ้านาย ในขณะที่ชางมินกดปิดโทรทัศน์และเดินตามหลังไป



"อืม" ยุนโฮครางตอบอย่างเกียจคร้าน บอดี้การ์ดเดินไปเปิดประตูให้แต่คนที่ให้คำตอบเมื่อครู่ยังคงยืนเชื่องช้าอยู่เหมือนกำลังชั่งใจ



"มีอะไรหรอครับบอส
?" ชางมินถามจากข้างหลัง คนตรงหน้าดูมีบางอย่างเปลี่ยนไป



"พวกนายไม่ต้องตามชั้นไปหรอก ชั้นไม่ได้ลงไปบ่อนหนะ" บอสหนุ่มเดินอาดๆออกไปยังทางเดิน สองลูกน้องมองหน้ากันอย่างงงๆก่อนจะรีบเดินตามไป



"แล้วบอสจะไปไหนครับ จะขึ้นห้องเลยหรอครับ
?"



"ชั้นจะไปชั้นห้า"



"ชั้นห้า
?" มิกกี้ขมวดคิ้ว



"อืม นี่ก็เย็นแล้วพวกนายไปหาอะไรกินแล้วกลับบ้านเลยก็ได้" ยุนโฮกดลงบนลูกศรลง มองไฟตัวเลขสีส้มที่หน้าจออย่างไม่ทุกข์ร้อน ผิดกับผู้ติดตามที่มีสีหน้าขัดใจแปลกๆอยู่ข้างหลัง



"บอสจะไปหาเด็กนั่นหรอครับ
?"



"กิ๊ง"



"
..." นายใหญ่เอี้ยวตัวไปมองมิกกี้เล็กน้อย เขาก้าวเท้าเดินเข้าไปในลิฟต์พร้อมกับทั้งสองคน รอให้ประตูโลหะเลื่อนปิดลงแล้วจึงตอบคำถาม



"อื้ม"



"บอสจะไปหาเด็กนั่นทำไมละครับ
?" เจ้าเก่าประเดิมคำถามต่อ ชางมินยืนนิ่งเงียบเหมือนรูปปั้น เงี่ยหูฟังอยู่ด้านหลังอย่างตั้งใจ



"ก็
...ชั้นอยากไป มีอะไรหรอ หืม?"



"แล้วบอสไม่ไปบ่อนหรอครับ
?"



"ไม่ไปซักวันคงไม่เป็นไรหรอกน่า
..." ยุนโฮตอบอย่างไม่ใส่ใจ



"ผมว่าบอส
...จะให้ความสำคัญกับเด็กคนนั้นมากเกินไปแล้วนะครับ" มิกกี้กอดอกหลวมๆ ชางมินได้ยินเสียงเจ้านายทำจมูกฟุดฟิด เขาขยับตัวเข้าไปใกล้หลังของคนทั้งสองอีกหน่อย คำถามนั้นน่าสนใจมากและเขากระตือรือร้นที่จะฟังคำตอบอย่างใจจดใจจ่อ



"ฮะๆ ขนาดนั้นเลยหรอ"



"ครับ ผมรู้สึก" มิกกี้ตอบหนักแน่น



"ยังไง
?"



"บอสไปหาเด็กนั่นมากเกินความจำเป็น หาห้องให้อยู่ หาข้าวให้กิน และที่สำคัญบอสพาเด็กนั่นขึ้นห้อง ไม่ทำอะไรแถมยังให้นอนค้างคืน เวลานี้ปกติบอสต้องไปที่บ่อนแต่บอสก็จะไปหาเด็กนั่นแทน"



"ฮะๆ จริงหรอ ชั้นเป็นขนาดนั้นเลยหรอ
?" ยุนโฮหัวเราะร่วน ประตูลิฟต์เปิดออกเมื่อมันมาถึงจุดหมาย ร่างสูงเดินออกไปอย่างไม่รีรอ ก่อนจะหันมาขอคำตอบจากชางมิน



"ครับ" ชางมินตอบตามที่เขารู้สึก สิ่งที่เพื่อนร่วมงานพูดล้วนเป็นเรื่องที่เขาก็คิดไม่ต่างกัน แต่ดูท่าว่าเจ้าตัวจะไม่รู้



"โอ้ ชั้นนี่ไม่ไหวเลยแหะ"



"ม
...ไม่หรอกครับบอส" มิกกี้รีบแย้ง



"แล้วพวกนายว่าชั้นควรทำยังไงดีหละ
?" บอสหนุ่มเดินไปตามทางเรื่อยๆ สองลูกน้องมองหน้ากันก่อนที่บอดี้การ์ดคนสนิทจะพยักเพยิดให้หนุ่มพูดน้อยเป็นคนตอบ



"ผมว่า บอสน่าจะไปหาแจจุงให้น้อยลง"



"บอสไม่มีความจำเป็นที่ต้องไปหาตัวประกันมากขนาดนั้นครับ ไม่จำเป็นเลยจริงๆ" มิกกี้รีบหนุน



"แล้วไงอีก
?"



"ไม่น่าพาขึ้นห้องบนด้วยครับ"



"ใช่ครับ เพราะบอสทำแบบนั้นคนอื่นจะคิดไม่ดีนะครับ" มิกกี้หนุนอีก



"คิดไม่ดี
? หมายความว่ายังไง?" ยุนโฮหันควับมาถาม ทั้งสามคนมาหยุดอยู่ที่หน้าประตูโลหะที่ถูกทำขึ้นใหม่แทนประตูไม้ที่ชำรุดไปจากเหตุที่ชางมินกระแทกแรงอัดใส่เพื่อเข้าไปห้ามแจจุงจากการดิ่งพสุธา



"ก็
...เอ่อ...คือมีคนรู้เรื่องนี้ค่อนข้างเยอะหนะครับ...พวกนั้นก็เอาไปพูดต่อ แต่งต่อกัน มันฟังไม่ค่อยดีหนะครับ"



"มีคนอื่นรู้ด้วยหรอเนี่ย
?"



"ไอ้ดองวุคกับยองฮามันปากมากจะตาย มันเห็นแล้วก็ชอบเอาไปพูดต่อ" มิกกี้ตอบ



"อ้ออ
...จริงด้วย ในลิฟต์มีกล้องด้วยนี่นะ"



"ครับ"



"เออ แล้วชั้นจะจำที่พวกนายบอกไว้แล้วกัน" ปากก็บอกว่าจะจำแต่สองลูกน้องก็ต้องยืนถอนหายใจเมื่อบอสหนุ่มไม่เห็นจะมีทีท่าว่าคุยกันรู้เรื่องแล้ว เพราะนอกจากจะไม่หันหลังกลับไปบ่อน ยังไขกุญแจเข้าห้องตัวประกันอย่างไม่สนใจใครอีก



"บอสนี่หกโมงกว่าแล้วนะครับ" มิกกี้ยืนบ่นงึมงำอยู่ข้างๆชางมิน บานโลหะเปิดออกเพียงเล็กน้อยพอที่จะแทรกตัวเข้าไปได้



"แค่วันนี้วันเดียวน่า มิกกี้นายกลับไปได้เลย ส่วนชางมินนายลงไปเดินดูแทนชั้นหน่อยแล้วกัน เสร็จแล้วก็กลับไปได้เลย" ยุนโฮรีบสั่งก่อนจะผลุบหายเข้าไปในห้องมืด ดันประตูปิดไม่สนใจสีหน้ากระอักกระอ่วนใจของลูกน้อง



"ว๊ะ
...เพิ่งบอกแท้ๆ - -" มิกกี้เกาหัวแกรกๆ ยกนาฬิกาข้อมือขึ้นดู เมื่อวานเขาก็ออกจากบ่อนราวๆนี้ ซึ่งไม่ใช่เวลาปกติของหน้าที่เขาเลย ดูท่าว่าเข้าห้องนี้เสร็จ เจ้านายก็คงขึ้นห้องข้างบนเลยถึงได้ให้เขากลับบ้านแบบนี้ นี่สงสัยได้พาตัวประกันขึ้นห้องอีกแหงๆ ไม่รู้จะติดใจอะไรกันหนักกันหนา กับผู้หญิงสาวๆสวยๆอย่างมากก็แค่หนึ่งคืนแล้วก็แค่นั้น แต่นี่ท่าจะไม่จบแบบนั้น เพราะแค่ผ่านมาไม่กี่วัน ก็รู้สึกได้ถึงท่าทีที่เปลี่ยนไปแล้ว



"งั้นชั้นไปข้างล่างก่อนแล้วกัน" ชางมินโบกมือให้ท่าทีกระวนกระวายของเพื่อนร่วมงาน หนุ่มตัวสูงหันหลังก้าวไปไม่กี่ก้าว น้ำเสียงที่ฟังดูหงุดหงิดก็ดังขึ้นด้านหลัง



"ไหนบอสบอกจะให้นายดูแลเด็กนั่นไงวะ"



"อืม ทำไมหรอ
?"



"ไม่เห็นนายจะทำอะไรเลย"



"นายจะว่าชั้นทำงานไม่ดี บอสถึงได้ชอบมาขลุกอยู่กับแจจุงรึไง
?" ชางมินหันไปจ้องตา



"เออๆ ช่างมันเหอะ เดี๋ยวชั้นคุยกับบอสทีหลังเอง" มิกกี้สะบัดมือไล่ ก่อนจะเดินแยกออกไปอย่างไม่สบายใจนัก เขาเดินขึ้นบันไดไปห้องทำงานที่ชั้นแปด จัดเก็บกระเป๋าทำงานใบใหญ่ของตัวเองจนเรียบร้อยแล้วจึงมุ่งหน้าไปที่ลิฟต์กดปุ่มลงชั้นล่างสุดเพื่อออกไปยังลานจอดรถ



"สวัสดีครับคุณมิกกี้
" หนึ่งในกลุ่มชายร่างใหญ่สามคนเอ่ยทักขึ้น มือหนาเอื้อมไปยกกระเป๋าของร่างโปร่งขึ้นวางบนสายพานสีดำ ปล่อยให้มันไหลไปตามระบบการทำงานเข้าไปในเครื่องเอกซเรย์ ภาพสแกนอาวุธปืนหลากรูปร่างและแผ่นเอกสารที่เห็นได้ชัดจนอ่านออกเป็นคำได้ ฉายสะท้อนอยู่บนจอคอมพิวเตอร์ที่ซึ่งชายชุดดำใส่แว่นหนาเตอะกำลังนั่งวิเคราะห์มันอย่างรอบคอบ



"จะดูละเอียดไปถึงไหน มันก็มีแต่ของเดิมๆนั่นแหละ" มิกกี้ก้มหน้ามองจอภาพ ลูกศรเมาส์สีขาวชี้ไปตามสิ่งของต่างๆภายในกระเป๋าและดับเบิ้ลคลิกเพื่อขยายดูลักษณะขนาดใหญ่ของมัน



"ฮะๆ ผมทำตามหน้าที่ครับ เพื่อความปลอดภัยของบ่อนเรา"



"คุณมิกกี้กลับเร็วจังเลยนะครับวันนี้" ร่างใหญ่อีกคนชวนคุย



"อืม พอดีบอสเขาขึ้นห้องเร็วหนะ"



"เสร็จแล้วครับ ให้ผมช่วยถือไปส่งมั้ยครับ
?" ชายคนที่สวมแว่นดึงสัมภาระออกมาจากเครื่องเหล็ก มิกกี้ส่ายหน้าให้เป็นคำตอบและจัดการหิ้วกระเป๋าด้วยตัวเอง ย่างสามขุมเดินออกไปผ่านประตูกระจกที่เปิดออกโดยอัติโนมัติ และมุ่งหน้าไปหารถสปอร์ตคันหรูที่จอดรอเขาอยู่ใต้แสงไฟอึมครึมบริเวณที่จอดรถพิเศษ เขากดรีโมตเปิดประตูรถก่อนจะโยนของไปวางแหมะอยู่ที่เบาะหลังและสตาร์ทเครื่องยนตร์เป็นลำดับต่อมา



ร่างสูงกดเร่งเครื่องปรับอากาศให้เย็นฉ่ำไปทั่วทั้งคัน พลางเหยียบคันเร่ง หมุนพวงมาลัยเลี้ยวไปตามทางที่ทอดแนวออกไปยังทางออก สีหน้าออกอรรถรสและท่าทางการพูดสนุกปากของชายชุดดำสามคนที่ประจำอยู่เครื่องเอ็กซเรย์ทำให้มิกกี้หันควับไปมองด้วยความสงสัย แม้จะได้เห็นเพียงผ่านๆ แต่เขาก็จับใจความได้ว่าคนกลุ่มนั้นกำลังพูดถึงเจ้านายของเขาอย่างแน่นอน คงหนีไม่พ้นเรื่องติดพันอยู่กับตัวประกันแหงๆ ยิ่งหนีงานตรวจบ่อนแบบนี้ คราวนี้ละได้โดนเมาท์หึ่งทั่วทั้งบ่อนเป็นแน่ ไอ้พวกลูกน้องที่ดีแต่ฟุ้งเรื่องคนอื่นนี่น่าลงดาบซะจริงๆ



เห็นแบบนี้แล้วก็ยิ่งเป็นกังวล
...เขาไม่อยากให้วินัยและสิ่งที่นายใหญ่ยึดถือทำมานานหลายปีต้องมาเปลี่ยนไปเพราะคนๆเดียว เขาอดคิดมากไม่ได้เพราะทั้งเห็นด้วยตาตัวเอง และมีลูกน้องหลายคนกระซิบบอกมา ขนาดชางมินยังดูเหมือนจะรู้สึกแบบเขาเลย เพราะฉะนั้นก็ควรต้องออกโรงเตือนแต่เนิ่นๆดีกว่าปล่อยให้เดินต่อไปเรื่อยๆ จนไม่สามารถหันหลังกลับได้อีก แต่ก็ดูเหมือนจะไม่ฟังกันเท่าไหร่ ...บอสลืมไปแล้วหรือไงนะว่าเคยต้องเจ็บตัวเพราะความเผลอไผลเพียงชั่ววูบ ...ลืมไปแล้วหรือไงว่าไม่ควรเชื่อใจใครง่ายเกินไป


ลืมไปแล้วหรือว่าพวกเราทำงานอะไร
?



รถสปอร์ตสีดำทะยานออกไปจากตัวตึก ขับเคลื่อนผ่านซอกซอยที่ความมืดโรยตัวลงโดยรอบ จนต้องกดเปิดไฟหน้าเพื่อต่อกรกับทัศนวิสัยยามราตรี เลี้ยวแล่นเรื่อยมาถึงถนนสายหลักที่เต็มไปด้วยยวดยานและฝูงชนที่ออกมาเดินหาความสุขจากสถานบันเทิงตามหัวมุมถนนและห้างร้านรายรอบที่เต็มไปด้วยแสงไฟสว่างตา หน้าจอโฆษณาที่ติดอยู่หน้าแหล่งช้อปปิ้ง แล่นตัวอักษรสีแดงตัวโตเรียกสายตาให้ต้องหันไปมอง ก่อนที่ร่างสูงจะนึกขึ้นได้ว่าเขารับปากกับใครบางคนว่าจะซื้อเสื้อผ้าให้อยู่



'ลงไปเดินเล่นหน่อยดีกว่ามั้งเรา'





"อ๊ะ วันนี้มีบอลนี่นาาา!!" ตาเรียวเล็กเบิกกว้างก่อนจะวิ่งหลุนๆไปหาโทรทัศน์เครื่องใหญ่ที่ห้องนั่งเล่น มือนิ่มรีบร้อนกดเปิดทีวีพลางถอนหายใจอย่างโล่งอกเมื่อการแข่งขันกีฬาสุดโปรดของเขายังดำเนินอยู่ ถึงจะเป็นครึ่งหลังก็เถอะ



ก็เพราะตอนกลางวันมัวแต่นั่งดูหนัง นอนกลิ้งไปมาเลยยังไม่ได้จัดการทำความสะอาดอะไรซักอย่าง มาคิดได้อีกทีก็จวนจะมืดอยู่แล้ว เลยต้องมานั่งปัดกวาดเช็ดถู ดูดฝุ่น เก็บนู่นเก็บนี่จนเหงื่อตกไปตามๆกัน ทำไงได้หละ ก็เขาไม่ชอบทำงานบ้านนี่นา
! ต้องไม่มีอะไรทำซะก่อนนั่นแหละถึงจะหันไปสนใจภาระตรงส่วนนั้น



"ร่วมเป็นส่วนร่วมของการมาเยือนของทีมดังจากฝั่งอังกฤษที่สนามคอนจูเซ กรุงโซลในวันที่
18 นี้ โดยการร่วมโหวตทีมดาวรุ่งเกาหลีเพื่อไปประชันแข้งกับผู้มาเยือนได้ทางsms..."



"ว้า จะตัดโฆษณาทำไมเนี่ย" จุนซูบ่นพรืด คนกำลังนั่งลุ้นเพลินๆอยู่ดีๆก็มาฉายโฆษณาแทรกกลางรายการซะงั้น จะไม่โวยเลยนะเนี่ยถ้าการโฆษณาแต่ละช่วงมันไม่ได้มาซ้อนทับระหว่างการแข่งขันกันแบบนี้ หน้าใสเอนลงหนุนกับขอบโซฟา ตากลมเลื่อนมองนาฬิกาแขวนที่เข็มสั้นพาดพ้นเลขเจ็ดไปเพียงเล็กน้อย ก่อนจะหันกลับไปมองกองหนังสือบนพื้นที่วางเป็นตั้งสูงอยู่หน้าตู้ไม้ ไม่รู้ว่าเจ้าของจะกลับมาเมื่อไหร่ ตอนนี้รู้แต่ว่าขี้เกียจจัดการเอาของพวกนั้นใส่เข้าไปในตู้อย่างแรง



'งั้นดูบอลต่อดีกว่าแล้วค่อยเก็บ' ร่างเล็กหันกลับไปมองจอทีวี ลูกหนังสีขาวพาดลายกราฟฟิคลอยโด่งอยู่กลางอากาศ กระเด็นคว้างข้ามสนามไปโดยมีผู้เล่นของทั้งสองทีมวิ่งตามกันเป็นพรวน น่าตื่นเต้นเป็นที่สุดในความคิดของคิมจุนซูจนต้องลุกขึ้นมานั่งดูอย่างตั้งอกตั้งใจ



"เหลือเวลาอีกแค่สิบนาทีเท่านั้น ทั้งสองทีมยังคงมีแต้ม
0 - 0 เท่ากัน" เสียงพากษ์เร้าอารมณ์ให้ยิ่งรู้สึกลุ้นระทึก แม้จะไม่ได้เชียร์ทีมใดเป็นพิเศษแต่ก็เป็นความตื่นเต้นอย่างหนึ่งที่ต้องมาติดตามว่าทีมใดจะทำประตูได้ก่อนกัน จุนซูเหล่หันไปมองกองหนังสืออย่างรวดเร็ว เริ่มรู้สึกสังหรณ์แปลกๆว่าควรจะรีบเก็บได้แล้ว แต่ขาก็ยังไม่ยอมลุกเดินไปไหน



"อีกหกนาทีครับท่านผู้ชม สองทีมรุกกันหนักแต่ก็ยังไม่ดีพอที่จะทำประตูได้"



"ตึง"



หน้าใสหันควับไปที่บานประตู ไอ้เสียงที่ฟังดูเหมือนของแข็งวางลงบนพื้นนี่มันคุ้นๆชอบกล



"กรึ๊ก"



ลูกบิดประตูเริ่มขยับเล็กน้อย จุนซูมั่นใจในทันทีว่าเหตุการณ์ต่อไปที่จะเกิดขึ้นหลังจากนี้คืออะไร ร่างเล็กดีดตัววิ่งออกจากโซฟาตัวนุ่ม ทิ้งเสียงโห่ร้องของกองเชียร์ฟุตบอลดังลั่นห้องอยู่อย่างงั้น โดยที่เจ้าตัวรีบโกยไปนั่งจุมปุกอยู่ที่หน้าตู้ไม้และจัดการยัดเยียดหนังสือใส่เข้าไปในชั้นด้วยสภาพที่ไม่ต่างจากตอนที่ยังไม่จัดเท่าใดนัก



"ชั้นกลับมาแล้วววว" ร่างสูงร้องเสียงใสอย่างอารมณ์ดี วางกระเป๋าสีเงินเหล็กลงบนพื้นดังตึงเหมือนกับที่เด็กหนุ่มได้ยินเมื่อครู่ แล้วหันไปล็อกกลอนปิด ถุงกระดาษสองสามถุงที่มีตราของห้างสรรพสินค้าห้อยอยู่บนข้อมือ



"สวัสดีครับ" ร่างเล็กหันไปทักตอบ พยายามทำตัวให้ดูเหมือนว่ากำลังจับหนังสือเล่นอยู่ แต่ที่จริงแล้วเขากำลังพยายามอย่างแรงกล้าที่จะดันไม่ให้ปึกหนังสือที่ซ้อนๆกันอยู่อย่างลวกๆไหลออกมาจากชั้นวาง ได้โดนอีกฝ่ายดุแน่ถ้ารู้ว่าเขาเพิ่งจะมาจัดหนังสือตอนนี้



"ทำอะไรอยู่หนะเรา
?" ยูชอนหอบกระเป๋าหายเข้าไปในห้อง



"ไม่มีอะไรครับ" จุนซูอาศัยจังหวะนี้รีบดึงหนังสือบางเล่มออกมาจัดเข้าไปใหม่ หน้าใสเหงื่อตกเพราะยิ่งทำใหม่เหมือนจะยิ่งออกมาเละมากกว่าเดิม ไม่น่าหุนหันยัดเข้าไปเลย



"กินอะไรรึยัง
?" ร่างสูงเดินตัวปลิวออกมาพร้อมกับถุงกระดาษในมือ เอี้ยวตัวหันไปมองจอทีวีที่ส่งเสียงอื้ออึงไม่หยุดก่อนจะหยิบรีโมตขึ้นปิดและเดินมาวางของไว้บนโต๊ะทานข้าวตัวใหญ่ที่เป็นกระจกสีดำ มือกร่างจัดแจงหยิบเอาของในถุงออกมาวาง กล่องอาหารที่ทำจากพลาสติกใสวางเรียงรายละลานตาเป็นชุดใหญ่



"กินแล้วครับ" เด็กหนุ่มตอบตามจริง



"กินกับอะไรหรอ
?"



"ผมกินขนมปังกับซุปกระป๋องฮะ"



"ฮะๆ วันหลังชั้นจะซื้อของที่ดีกว่านั้นมาตุนให้แล้วกัน" ยูชอนลากเก้าอี้มานั่งและเริ่มลงมือทานอาหาร แม้อีกฝ่ายจะไม่พูดอะไรแต่สีหน้าไม่สู้ดีของร่างเล็กก็ทำให้เขาพอจะคาดเดาบางอย่างได้



"ยังทำงานไม่เสร็จละสิ" ร่างสูงร้องทักขณะที่กำลังเคี้ยวมื้อเย็นใส่ปากหยับๆ จุนซูหัวแทบทิ่มใส่ตู้หนังสือ ป่วยการที่ตอบโกหกไปจึงได้แต่พยักหน้าหงึกๆ แล้วดึงเอาเล่มหนังสือที่เอียงกะเทเร่ออกมาวางบนพื้นโดยดีและเริ่มจัดใหม่อีกครั้ง



"เร็วๆเข้าหละ แล้วจะได้มาทำงานกับชั้นต่อ"



"
..." มือบางสับสันหนังสือให้เท่ากันอย่างมีระเบียบ พลางยกขึ้นใส่คืนเข้าไปในตู้ไม้ แต่ละเล่มนั้นมีขนาดแตกต่างกันหลายขนาด ตั้งแต่บางเฉียบไม่กี่ร้อยหน้าจนถึงหนาเตอะเป็นพันๆหน้า ไม่รู้จะเอามาหนุนหัวนอนแทนหมอนหรืออย่างไร ตากลมกวาดอ่านชื่อหนังสือผ่านๆอย่างไม่ใส่ใจ เกือบทุกเล่มล้วนเป็นภาษาอังกฤษ ทำให้เด็กวิชาน้อยอย่างเขาต้องรู้สึกแขยงแล้วรีบเบือนหน้าหนีโดยไว



"วันนี้ชั้นซื้อชุดมาให้นายด้วย" เสียงทุ้มดังขึ้นสลับกับเสียงช้อนส้อมกระทบกัน



"ขอบคุณฮะ"



"แล้วก็มีชุดสวยที่อยากให้นายใส่เป็นพิเศษสำหรับคืนนี้ด้วย"



"
..." จุนซูแอบเหงื่อตกหน่อยๆเมื่อได้ยิน คำว่า ชุดสวย ให้นายใส่ เป็นพิเศษ สำหรับคืนนี้ แล่นวนไปวนมาในหัว เขาหยิบหนังสือสามเล่มสุดท้ายที่มีขนาดและความยาวต่างจากเล่มอื่นๆขึ้นมาจัดในมือก่อนจะพยายามยัดเข้าไปใส่ที่ว่างอันน้อยนิดบริเวณสุดท้ายที่เหลืออยู่ กระดาษแข็งสีขาวดูคร่ำครึที่มีรอยเหลืองเกาะอยู่ตามขอบร่วงหล่นออกมาจากหนึ่งในสามเล่มนั้น เด็กหนุ่มหยิบมันขึ้นมาจากพื้นแล้วหงายอีกด้านออก รูปเด็กวัยไม่เกินสิบขวบหลายคนยืนเข้าแถวหน้ากระดานอยู่กับหญิงสาวสองคนที่กำลังยิ้มแย้ม สิ่งที่คิดว่ากระดาษแข็งธรรมดานั้นคือภาพถ่ายขาวดำนั่นเอง



"เสร็จรึยัง จุนซู มานี่มา"



"
..ครับ" ร่างเล็กสอดรูปถ่ายเข้าไปอย่างลวกๆ และวางกองหนังสือสามเล่มที่ดูดีๆแล้ว ล้วนมีหน้าปกแบบเดียวกันหมดวางลงที่ข้างตู้หนังสือ ตัวบางเดินไปหายูชอนที่กวักมือเรียกหยอยๆอย่างใคร่รู้



"อ่ะ นี่เสื้อผ้าของนาย
..และนี่ ไปเปลี่ยนชุดนี้มาเดี๋ยวนี้เลย" ร่างสูงวางถุงกระดาษลงบนแขนเด็กหนุ่ม หน้าใสไม่แสดงอาการใดๆจนกระทั่งหยิบชุดพิเศษที่อยู่ในถุงอีกใบขึ้นมาดู



"นี่มันชุดอะไรครับเนี่ย
!" จุนซูดึงเส้นขนปุยสีขาวขึ้นมาด้วยสีหน้าตื่นตระหนก เสียงดังกรุ๊งกริ๊งกลิ้งไปกลิ้งมาอยู่ข้างในถุงก่อนที่ยูชอนจะหยิบมันออกมา ลูกกระพรวนสีทองวาวทอแสงวิบวับตัดกับสายปลอกคอหนังสีดำมันที่เชื่อมติดกันอยู่



"คืนนี้นายต้องเป็นลูกแมวน้อยน่ารักของชั้นนะจุนซู" มิกกี้แลบแลียปาก ตาคมเปล่งประกายที่เต็มไปด้วยอารมณ์มองจ้องใบหน้าแดงซ่านไปจนถึงใบหูของเด็กหนุ่ม



"คุณไปหาชุดแบบนี้มาจากไหนเนี่ย" ร่างเล็กเดินบ่นงุบงิบเข้าไปที่อีกห้องหนึ่ง ปรากฏว่าไอ้เส้นนุ่มนิ่มสีขาวที่เขาจับเมื่อครู่คือส่วนหางของชุดแมวนี่เอง หัวใจเต้นตึกตักอยู่ในอกเมื่อมือบางค่อยๆจับถุงกระดาษเทเอาของข้างในออกมา ปากแดงอ้าค้างเมื่อพบว่าชุดทั้งหมดของแมวเหมียวมีแค่เพียง ที่คาดผมหูแมวสีขาวปุกปุยและกางเกงขาสั้นสีขาวที่พอจับดูก็รู้ได้ทันทีว่าจะต้องแนบเนื้อจนเห็นไปถึงไหนต่อไหนแน่นอน ส่วนหางที่ทอดยาวออกมาก็ติดอยู่ที่ด้านหลังของกางเกงตัวบางนั่นเอง



จุนซูจับไปตามของเหล่านั้นอย่างค่อนรังเกียจ แต่การที่เขาต้องมาอยู่กับยูชอนในสถานะแบบนี้ สิ่งที่เขาทำได้ก็มีเพียงแค่ก้มหน้าก้มตาทำตามแต่โดยดีเท่านั้น ถึงจะไม่ชอบและรู้สึกว่าตัวเองโรคจิตเพียงใดก็ต้องทำเพื่อแลกกับค่าจ้างหลักแสนที่หมายถึงชีวิตของพี่ชาย ยังไงซะแค่เล่นไปตามบทบาทที่อีกฝ่ายจัดให้ก็พอ ปิดหูปิดตาแบบคราวก่อนและทุกครั้งที่ต้องทำเรื่องพวกนี้ก็จบ



"จุนซูออกมาได้แล้วมั้ง เหมียวๆ" ร่างสูงถามหาพลางผิวปากเรียก ระหว่างที่รอให้ร่างเล็กไปแต่งตัวเขาก็จัดการเคลียร์ข้าวของที่อยู่บนโต๊ะจนเรียบร้อยเหลือแค่เพียงตะกร้าสตอเบอร์รี่สีแดงสดและขวดนมสดกับแก้วเท่านั้น



"ม
..มาแล้วครับ" ร่างบางเดินตัวเกร็งออกมาจากหลังประตู มือหนึ่งจัดให้หูแมวฟูนุ่มคาดตั้งอยู่บนหัวดีๆ ในขณะที่อีกมือจับให้หางปุกปุยจากทางด้านหลังมาปกปิดอยู่ที่เนินเนื้อกลางหว่างขาที่แนบชิดกับกางเกงรัดรูปจนเห็นเป็นรูปร่างขึ้นมาด้วยความเขินอาย เพราะขอบกางเกงนั้นก็ร่นต่ำเกาะอยู่เหนือส่วนอ่อนไหวอยู่เพียงเล็กน้อยเท่านั้นและขากางเกงที่ว่าดูสั้นเมื่อเอาออกมาดูยิ่งกลายเป็นว่าสั้นหนักกว่าเก่าจนไม่ต่างกับชั้นในเมื่อใส่กับตัวจริงๆ



"ดูดีมากเลยลูกแมวของชั้น" เรียวปากได้รูปยกยิ้มอย่างพึงพอใจ มิกกี้ดีดนิ้วเรียกให้อีกฝ่ายเดินมาหาเขาที่นั่งอยู่ที่เก้าอี้หน้าโต๊ะกระจกสีดำ ซึ่งจุนซูก็ตั้งใจจะทำตามคำสั่งอย่างไม่ขัดขืน แต่เมื่อร่างบางก้าวขาออกมาเพียงเล็กน้อย ปากอิ่มก็ส่งเสียงจุ๊ๆให้ลูกแมวใต้บัญชาต้องเอียงคอด้วยความฉงน



"เป็นแมวก็ต้องคลานมาสิจ้ะ"



"
..." เด็กหนุ่มก้มหน้างุด พยักหน้ารับอีกคำสั่งก่อนจะย่อเข่าลงชันกับพื้นเย็น วางฝ่ามือทั้งสองลงตรงหน้าและเริ่มขยับเดินในท่าคลานสี่ขาตามแบบของแมว เสียงลูกกระพรวนดังสนั่นระคนกับเสียงโซ่เหล็กตกกระแทกลงบนพื้นต่อหน้าลูกแมวที่กำลังย่างกราย จนหน้าใสผงะเชิดด้วยความตกใจ ช้อนสายตาออกไปถามคนตรงหน้าที่เป็นคนโยนมา



"ใส่มันซะ" ยูชอนกระตุกปลายโซ่ในมือให้พอส่งเสียง จุนซูกลืนน้ำลาย ก่อนจะหยิบเส้นปลอกคอหนังขึ้นมาพาดบนคอและจัดการล็อกมันเข้าหากัน เท่านี้ลูกแมวสีขาวน่ารักตัวนี้ก็มีเจ้าของ
...ร่างสูงกระตุกปลายโซ่เบาๆอีกครั้งให้ลูกกระพรวนส่งเสียงกรุ๊งกริ๊งเสนาะหู ...เจ้าของที่ชื่อปาร์คยูชอน



"นายเป็นของชั้นแล้วนะ จุนซู ต่อไปนี้ห้ามขัดคำสั่งอะไรชั้นอีก"



"ครับ"



"ดีมาก มานี่มา" มิกกี้ดีดนิ้วเรียก มือหนาเอื้อมไปหยิบขวดนมเทใส่ในแก้วใส จนมันเป็นสีขาวปลอด ร่างเล็กคลานอย่างไม่ค่อยถนัดนักเข้าไปใกล้จนเกือบชิดกับท่อนขาของชายหนุ่ม ก่อนจะเก็บแขนขึ้นนั่งคุกเข่าและลูบไปมาตามผิวเนื้อของตัวเองที่รู้สึกขนลุกไปหมดเพราะต้องกับอากาศเย็น



"อ้าปากสิ ชั้นจะให้กินนม" เสียงทุ้มสั่งกำชับ จุนซูเผยอปากแดงอิ่มออกพร้อมกับปลายลิ้นที่ยกขึ้นรอของหวาน มือกร่างของยูชอนเลื่อนมาลูบลงบนศีรษะที่ประดับหูแมวของเด็กหนุ่มอย่างเอ็นดู ปลายนิ้วไล้วกไปที่คางมนและจับมันเชิดขึ้นพลางเกาไปมาเหมือนกับจะบอกผ่านกิริยาให้ลูกแมวในโอวาทรู้ว่าทำตัวได้น่ารักขนาดไหน



ขอบแก้วที่เต็มไปด้วยนมสดโน้มลงต่ำที่เหนือใบหน้าของร่างเล็ก มิกกี้เปลี่ยนมาใช้อีกมือจับที่เส้นโซ่ตามเดิม ออกแรงดึงขึ้นเล็กน้อยให้ปากแดงสวยที่กำลังอ้าออกสัมผัสกับขอบแก้วเย็นๆ ปลายลิ้นเล็กชอนไชไปตามเนื้อแก้วเหมือนกับลูกแมวที่กำลังหิวโหยและร้องขออาหารจากเจ้านาย ร่างโปร่งยกนมขึ้นสูงจากระดับเดียวกับใบหน้าเพียงคืบก่อนจะเริ่มเทของเหลวสีขาวลงบนหน้านวลให้หยดน้ำนมไหลล้างไปตามพวงแก้ม



จุนซูหลับตาพริ้มที่ชวนให้รู้สึกหลงใหล ปล่อยให้อีกฝ่ายชะโลมของหวานลงลูบไล้ไปตามผิวใสของเขาอย่างอ้อยอิ่ง โดยที่ริมฝีปากสีสดนั้นยังคงเผยอออกรับบางส่วนที่ไหลเยิ้มเข้าไปในโพรงปาก ในขณะที่น้ำนมส่วนมากนั้นมักจะหกรดผ่านไปตามแนวคางและไหลหยดลงบนหน้าขาขาวเนียน บ้างก็ลู่เรี่ยผ่านไปตามผิวเนื้อของลำคอและเนินอกตลอดจนหยาดย้อยต่ำลงไปที่หน้าท้อนแบนราบและไปเปียกชื้นอยู่ที่กางเกงตัวบาง



"อึก
...อืออ..." เด็กหนุ่มกลืนส่วนที่อยู่ในปากลงคอ เพราะมัวแต่หลับตาอยู่จึงไม่ได้สบกับสายตาที่เต็มไปด้วยอารมณ์ของยูชอนที่กำลังเชยชมไปตามทุกสัดส่วนผอมเพรียวของร่างบาง ผิวขาวที่เรื่อไปด้วยหยดน้ำทำให้มันยิ่งดูน่าสัมผัสมากกว่าเดิมเป็นเท่าตัว ลำคอนวลเนียนที่ขยับขึ้นลงน้อยๆยามที่กลืนนมลงไป และเนินอกสีหวานฉ่ำที่เลอะของเหลวขาวก็ช่างดูน่ากลืนกินจนต้องเป็นร่างสูงซะเองที่ต้องมานั่งกลืนน้ำลายหิวนมแทนลูกแมวแบบนี้



"อร่อยมั้ย จุนซู?" มิกกี้ถามเสียงพร่า ก่อนจะวางแก้วเปล่าไว้บนโต๊ะตามเดิม มองดูอย่างไม่ละสายตายามที่ปลายนิ้วเล็กยกขึ้นเกลี่ยผิวรอบคางที่ยังมีคราบน้ำนมติดอยู่แล้วยกขึ้นดูดดุนในปาก ท่าทางที่เป็นธรรมชาติของคนตรงหน้าทำเอาเขาแทบอยากจะจับกดให้รู้แล้วรู้รอด



"อร่อยครับ" ร่างบางเปิดเปลือกตาฉ่ำปรือขึ้นช้อนมอง ร่างสูงหันไปหยิบผลสตอเบอร์รี่สีแดงก่ำขึ้นมาก่อนจะกระตุกสายโซ่ให้จุนซูชันเข่าขึ้นยืนเข้ามาใกล้ เสียงกรุ๊งกริ๊งดังสะท้อนในห้องกว้างไม่ต่างจากเสียงหอบหายใจที่พยายามสะกดกลั้นอารมณ์ของร่างสูง



"ชอบกินสตอเบอร์รี่มั้ย แมวน้อย
?"



"ครับ
..ผมชอบ"



และคราวนี้ไม่ต้องรอให้ออกคำสั่ง ปากแดงก็เผยอออกรอรับผลไม้หวานหอมจากคนตรงหน้าทันทีอย่างรู้งาน จนยูชอนต้องลูบฝ่ามือไปตามแก้มเนียนแทนคำชม เขาหย่อนผลแดงสดลงละเรี่ยไปตามพวงแก้มที่เป็นสีชมพูเปล่งปลั่งดั่งกุหลาบที่มีน้ำค้างเกาะ หยอกล้อเรื่อยไปตามสันจมูก และเมื่อร่างเล็กหลับตาลงเขาก็ไล้มันวนรอบเปลือกตาบางคู่นั้นเบาๆ



"อืออ
...ไม่ให้ผมกินหรอครับ?" จุนซูครางงึมงำในลำคอ เมื่อมิกกี้เอาแต่ลากมันเล่นไปมาตามผิวหน้าของเขา และครั้นตอนที่หย่อนสตอเบอร์รี่ลงสัมผัสกับริมฝีปากนั้นก็ทำแค่ฉาบฉวยเท่านั้น ไม่ได้จงใจให้ลิ้มลองรสชาติหวานฉ่ำเหมือนคราวที่ให้กินนม ปลายลิ้นแดงเรื่อกระชั้นขึ้นเรียกหาอาหารพร้อมกับฟันขาวที่ออกแรงงับเบาๆยามที่รู้สึกว่าผลไม้นั้นหย่อนลงมา



"อยากกินหรอ ลูกแมวของชั้น
?" ร่างสูงแลบเลียริมฝีปาก เขาล้วงปลายนิ้วเข้าไปในโพรงปากอุ่นชื้นที่อ้าอยู่ ปากแดงห่อเข้าหาและดุนลิ้นตอดเรียวนิ้วแทนคำตอบ ...นายกำลังทำชั้นคลั่ง จุนซู



"อืออ
..ขึ้นมานี่มา" มือหนาสอดเข้าไปใต้วงแขนก่อนจะออกแรงยกให้ตัวบางขึ้นมากองสะโพกนั่งอยู่บนโต๊ะกระจก เด็กหนุ่มวางแขนไว้ด้านหลังเป็นหลักพยุงตัว เนินอกสีสดไม่ต่างจากผลเชอร์รี่กระเพื่อมขึ้นลงเบาๆ ทิ้งให้ศีรษะหงายลู่ไปทางด้านหลังพลางยกมือขึ้นเสยเรือนผมและจัดให้หูแมวสีขาวไม่หลุดเลื่อนออกไป ในขณะที่ยูชอนหันไปจัดการถอดเสื้อของตัวเองและปลดตะขอกางเกงออกปล่อยส่วนร้อนจัดที่กำลังตั้งชันด้วยความต้องการออกมาสู่โลกภายนอก



"ถอดมันออกได้แล้ว แมวน้อย" เสียงทุ้มออกคำสั่งพร้อมกับนิ้วเรียวที่ส่งเข้าไปเกี่ยวขอบกางเกงตัวบางให้ร่นหลุดออกมา จุนซูพยักหน้ารับและเปลี่ยนเป็นนั่งหันหลังให้ยูชอน ถอดปราการชิ้นสุดท้ายให้หลุดออกไปพร้อมกับหางปุกปุย เหลือแค่เพียงหูแมวฟูฟ่องและปลอกคอโซ่กระพรวนที่ยังส่งเสียงครางลั่นไม่หยุดยามที่เขาขยับตัวไปมา สะโพกกลมกลึงแอ่นขึ้นเหนือพื้นโต๊ะ ร่างเล็กแนบหน้าลงกับกระจกสีดำเย็นที่ต้องกับอากาสเย็นและลมหายใจอุ่นๆจนเกิดเป็นฝ้าจางๆยามที่เขาอ้าปากหอบในแต่ละที



"น่ารักเหลือเกิน ลูกแมวของชั้น" มิกกี้เร่งแกนกายที่อยู่ในมือของตน พลางไล้มืออีกข้างที่ว่างอยู่ไปตามโคนขาขาวเนียน และสัมผัสไปตามบั้นท้ายเย้ายวนที่โก่งโค้งเด่นชัดอยู่ตรงหน้า เผยให้เห็นช่องทางรักสีหวานฉ่ำที่พร้อมสำหรับการรับแรงรุกราน ปากอิ่มกดจูบลงไปตามผิวเนื้อ ไล่ตั้งแต่ข้อพับจนถึงสะโพกมน และเมื่อทุกอย่างพร้อมแล้วเขาก็ปีนกายขึ้นไปชันเข่าบนโต๊ะทานข้าว จับทุกส่วนให้เข้าที่เข้าทางและกดร่างเข้าหาซอกอบอุ่นอย่างไม่ยั้งแรง



"อือออ
...อา...อืออ" เด็กหนุ่มขบริมฝีปากล่าง ปลายเล็บจิกครูดไปบนผิวกระจกเมื่อคนที่อยู่ด้านหลังโถมตัวเข้าหาไม่หยุดหย่อนทั้งๆที่เพิ่งเข้ามาเท่านั้น หน้าใสแดงซ่านไม่ต่างกับร่างกายที่คุกกรุ่นจวนเจียนจะระเบิด ยิ่งเวลาที่ก้มหน้าลงหาโต๊ะแล้วเห็นกระจกสีทะมึนที่สะท้อนภาพตัวเขาเองกำลังนิ่วหน้า และร่างกายที่กำลังโยกโยนไปมาอยู่ก็ยิ่งรู้สึกอึดอัดไปหมด สุดท้ายเขาจึงเลือกที่จะหลับตาลงเหมือนเดิมและปล่อยให้อีกฝ่ายตักตวงความสุขสมไปจากเขาเรื่อยๆ



"อือ
...อาา...จุนซู..." ยูชอนครางกระเส่า หน้าคมโน้มลงจูบไปตามหัวไหล่กลมมนของร่างเล็ก ฝังรอยแดงทั่วทั้งแผ่นหลัง ตีตราเจ้าของทุกๆผิวเนื้อที่ยังสะอาดอยู่จนมันเต็มไปด้วยสัญลักษณ์ของร่างสูงเต็มไปหมด ในขณะที่ส่วนล่างก็ยังคงขับเคลื่อนต่อไปไม่หยุดพัก เสียดสีอย่างเร่าร้อนไปตามช่องทางอ่อนนุ่มที่ตอบรับเขาอย่างแนบแน่นตราตรึงราวกับไม่อยากให้จากไปซักวินาที กอดรัดเขาเหมือนกันทุกครั้งที่ได้เข้ามาด้วยสัมผัสที่ไม่ต่างจากเด็กสาวแรกรุ่น



"อ๊ะ
...อาา..คุณยูชอน..เบาๆหน่อยครับ.." จุนซูโอดครวญ เมื่อร่างหนาไม่มีทีท่าว่าจะผ่อนแรงเลยซักจังหวะเดียว จนเข่าทั้งสองข้างที่รองรับผลของการกระทำทั้งหมดนั้นครูดผิวนิ่มไปมากับผิวกระจกจนมันเสียดเนื้อเจ็บแปลบไปหมด เพราะทั้งคลานทั้งรับแรงกระแทกมาตลอดจนเริ่มทนไม่ไหว มือเล็กเอื้อมไปด้านหลังสะกิดเกาที่ต้นขาให้คนบ้าพลังรู้สึกตัว



"อืออ
...งั้นจุนซูหันหน้ามานะ" มิกกี้จับสะโพกแน่นให้นอนราบลงกับพื้นก่อนจะจับเรียวขานั้นให้เกี่ยวกระหวัดรอบตัวของเขาไว้และเริ่มโถมตัวเข้าหาอีกอย่างไม่รอช้า เอวบางกระตุกเร่าเมื่อริมฝีปากได้รูปโน้มลงกลืนกินยอดอกสีหวานอย่างไม่ทันตั้งตัว สลับกับบดขยี้ปลายนิ้วไปมาไม่หยุดเพื่อให้อีกฝ่ายรู้สึกเสียวซ่าน สองมือเกร็งจิกอยู่ที่ขอบโต๊ะจนซีดขาว เปลือกตาพลับพริ้มไม่ยอมสบตากับคนที่กำลังเร่งเครื่องอยู่



"มองหน้าชั้นสิ แมวน้อย" ร่างสูงเอื้อนเอ่ย เขาก้มตัวลงทาบแผ่นอกแข็งแรงเบียดชิดกับเนินอกของเด็กหนุ่ม วางท่อนแขนข้างหนึ่งลงระนาบกับพื้นโต๊ะ ในขณะที่อีกข้างเคล้นคลึงอยู่ที่สะโพกเต็มอิ่ม หน้าใสหลับตาแน่นส่ายหัวไปมาแทนคำตอบ ยูชอนเห็นแบบนั้นก็ทำให้รู้สึกขัดใจขึ้นมา



"ชั้นบอกแล้วไงว่าต้องเชื่อฟัง ห้ามขัดคำสั่ง"